E-COMMERCE
ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Business)
คือ กระบวนการดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เรียกว่าองค์การเครือข่ายร่วม
(Internetworked Network) ไ ม่ว่าจะเป็นการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) การติดต่อสื่อสารและการทำงาน ร่วมกัน
หรือแม้แต่ระบบธุรกิจภายในองค์กรBusiness
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (ELECTRONIC COMMERCE)
▪พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจ โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์
(ECRC Thailand,1999)!
▪พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย
หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์
และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (WTO,
1998)
▪พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อทำ
ธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช้เทคโนโลยี
ประเภทต่าง ๆ
และครอบคลุมรูปแบบทางการเงินทั้งหลาย เช่น ธนาคาร
อิเล็กทรอนิกส์, การค้าอิเล็กทรอนิกส์, อีดีไอหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์, ไ
ปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, โ ทรสาร, คะตะล๊อกอิเล็กทรอนิกส์,
การประชุมทางไกล และรูปแบบต่าง ๆ
ที่เป็นข้อมูลระหว่างองค์กร (ESCAP,
1998)
▪พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ
ธุรกรรมทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิง
พาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กร และส่วนบุคคล
บนพื้นฐานของการประมวล และ
การส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียง
และภาพ (OECD,1997)
▪พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
คือ การทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประมวล
และการส่งข้อมูลที่มีข้อความ เสียง และภาพ ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
รวมถึงการขายสินค้าและบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์, การขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิทัลในระบบออนไลน์, การโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์, การจำหน่วยหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์, การประมูล,การออกแบบทางวิศวกรรมร่วมกัน, การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ, การขายตรง, การให้บริการ
หลังการขาย ทั้งนี้ใช้กับสินค้า (เช่น
สินค้าบริโภค, อุปกรณ์ทางการแพทย์)
และบริการ (เช่นบริการขายข้อมูล, บริการด้านการเงิน, บริการด้าน กฎหมาย) รวมทั้งกิจการทั่วไป (เช่นสาธารณสุข, การศึกษา, ศูนย์การค้าเสมือน
(Virtual Mall) (European union,1997)
▪สรุป
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(Electronic commerce) คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ ใ นทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์
เช่น การซื้อขายสินค้าและ
บริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไ
ม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โ ทรทัศน์ วิทยุ
หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โ
ดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่ม
ประสิทธิภาพขององค์กร โ
ดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น
ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า
ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงาน
ขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า
เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของ
ระยะทาง และเวลาลงได้
การประยุกต์ใช้ (E-commerce Application)
-
การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Retailing)
-
การประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auctions)
-
การบริการอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service)
-
รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government)
-
การพาณิชย์ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-Commerce : Mobile Commerce)
โครงสร้างพื้นฐาน (E-Commerce Infrastructure)
-
องค์ประกอบหลักสำคัญด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน
ที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาระบบ
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้แก่
-
ระบบเครือข่าย (Network)
-
ช่องทางการติดต่อสื่อสาร (Chanel Of Communication)
-
การจัดรูปแบบและการเผยแพร่เนื้อหา (Format & Content Publishing)
-
การรักษาความปลอดภัย (Security)
การสนับสนุน (E-Commerce Supporting)
ส่วนของการสนับสนุนจะทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนส่วยของการประยุกต์
ใช้งานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้าน ที่ทำ
หน้าที่ค้ำจุนให้หลังคาบ้านอย่างไรก็ตามเสาบ้านก็ต้องอาศัยพื้นบาน
ใ นส่วนของ
โครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงต่อไป สำหรับส่วนสนับสนุน
ของ E-Commerce มีองค์ประกอบ 5 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้
Business
1. การพัฒนาระบบงาน
E-Commerce Application Development
2. การวางแผนกลยุทธ์
E-Commerce Strategy
3. กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
E-Commerce Law
4. การจดทะเบียนโดเมนเนม
Domain Name Registration
5. การโปรโมทเว็บไซต์
Website Promotion
The Dimensions of E-Commerce
Brick – and – Mortar Organization
Old-economy organizations (corporations) that
perform most of their
business off-line ,selling physical
product by means of physical agent. Virtual Organization
Organization that conduct their business
activities solely online. Click – and – Mortar Organization
Organization that conduct some e-commerce
activities , but do their primary business in the physical world.
ประเภทของ E-Commerce
กลุ่มธุรกิจที่ค้ากำไร (Profits
Organization)
1. Business-to-Business (B2B)
2. Business-to-Customer (B2C)
3. Business-to-Business-to-Customer (B2B2C)
4. Customer-to-Customer (C2C)
5. Customer-to-Business (C2B)
6. Mobile Commerce
ประเภทของ E-Commerce
กลุ่มธุรกิจที่ไม่ค้ากำไร (Non-Profit Organization)
1. Intrabusiness (Organization)
E-Commerce
2. Business-to-Employee (B2E)
3. Government-to-Citizen (G2C)
4. Collaborative Commerce (C-Commerce)
5. Exchange-to-Exchange (E2E)
6. E-Learning
E-Commerce Business Model
แบบจำลองทางธุรกิจ หมายถึง วิธีการดำเนินการทางธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้ อันจะทำให้บริษัทอยู่ต่อไปได้
นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ให้กับสินค้าและบริการวิธีการที่องค์กรคิดค้นขึ้นมาเพื่อประยุกต์ใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างเต็มที่
อันจะก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุดและเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ
ธุรกิจที่หารายได้จากค่าสมาชิก ตัวอย่างของธุรกิจที่หารายได้จากค่าสมาชิกในการศึกษาได้แก่
AOL (ธุรกิจ ISP), Wall Street Journal(หนังสือพิมพ์), JobsDB.com (ข้อมูลตลาดงาน), และ Business Online (ข้อมูลบริษัท) ธุรกิจในกลุ่มนี้หลายรายเป็นธุรกิจที่ได้กำไรแล้วเนื่องจากรายได้จากค่าสมาชิกเป็นรายได้ที่มีความมั่นคงกว่ารายได้จากแหล่งอื่นเช่น
รายได้จากการโฆษณา หรือค่านายหน้า อย่างไรก็ตาม
ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจที่จะสามารถหารายได้จากค่าสมาชิกได้ก็คือการมีสารสนเทศหรือบริการที่มีคุณภาพที่ดี
พอที่จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายค่าสมาชิกดังกล่าว เช่น ต้องมีสารสนเทศที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น
(Wall Street Journal หรือ Business
Online) หรือใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการ
รักษาฐานลูกค้าไว้ เช่น AOL รักษาฐานลูกค้าของตนด้วยหมายเลขอีเมล์หรือหมายเลข
ICQ ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการไปแล้วระยะหนึ่งไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง
ธุรกิจที่มีรายได้จากสมาชิกยังสามารถใช้ฐานลูกค้าของตนที่มีอยู่ขยายต่อ
ไปยังธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ เช่น AOL ใช้ฐานสมาชิกของตนในการหารายได้จากการโฆษณาออนไลน์
และธุรกิจค้าปลีก
ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เป็นธุรกิจ E-Commerce
ที่ให้บริการแก่ธุรกิจ
E-Commerce อื่น ตัวอย่างของธุรกิจพื้นฐานในการศึกษา ได้แก่
Consonus (ธุรกิจศูนย์ข้อมูล และ ASP), Pay Pal (ธุรกิจชำระเงินออนไลน์), Verisign (ธุรกิจออกใบรับรองดิจิตัล), BBBOnline (ธุรกิจรับรองการประกอบธุรกิจที่ได้มาตรฐาน), Siamguru (บริการเสิร์ชเอนจิ้น), และ FedEx (บริการจัดส่งพัสดุ)
ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของตลาด E-Commerce โดยรวม
กล่าวคือ หากเศรษฐกิจ อยู่ในช่วงขยายตัว และมีผู้ประกอบการ E-Commerce มาก รายได้ของธุรกิจเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้น
ดังนั้น หากเรามองว่าธุรกิจ E-Commerce มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระยะยาวธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้
ก็จะมีแนวโน้มที่จะเติบโต และน่าจะทำกำไรได้ในระยะยาว
ธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ เป็นรูปแบบของธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด
เมื่อกล่าวถึงธุรกิจ E-Commerce คนทั่วไป
จึงมักจะนึกถึงธุรกิจในกลุ่มนี้ ตัวอย่างของธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (Online Retailer) ใ นกรณีศึกษาได้แก่Amazon (หนังสือ), 7dream (ของชำ), EthioGift (ของขวัญวันเทศกาลของเอธิโอเปีย), 1-800-Flowers (ดอกไม้),Webvan (ของชำ), Tony Stone
Image (รูปภาพ), และ Thaigem (อัญมณี)
รายได้หลักของธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์มาจากการจำหน่ายสินค้า ใ
นช่วงแรกผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ มักคาดหวังว่า
การประกอบการโดยไม่ต้องมีร้านค้าทางกายภาพจะช่วยให้ตนมีต้นทุนที่ต่ำ
และสามารถขายสินค้าให้แก่ ลูกค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งได้ อย่างไรก็ตาม
ในช่วงเวลาต่อมาเราจะพบว่า ปัจจัยในความสำเร็จของโมเดลทางธุรกิจดังกล่าวมักจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการส่งสินค้าและให้บริการหลังการขายให้แก่ลูกค้า
เราจึงพบว่าธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งไม่มีร้านค้าทางกายภาพมีแนวโน้มที่จะต้องสร้างร้านค้าหรือคลังสินค้าขึ้นด้วยจนกลายเป็นธุรกิจที่เรียกว่า
Click-and-Mortar หรืออาจใช้วิธีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับ
ร้านค้าปลีกแบบเดิม
ตัวอย่าง ของธุรกิจที่เรียกว่า Click-and-Mortar ไ ด้แก่การที่ Amazon
ไ
ด้ลงทุนสร้างคลังสินค้าและพยายามทำความตกลงเป็นพันธมิตร กับ Walmart ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกที่มีช่องทางจัดจำหน่ายในขณะเดียวกัน
เรายังเห็นแนวโน้มของการที่ร้านค้าปลีกแบบเดิมเช่น 7-Eleven หันมาประกอบธุรกิจออนไลน์ด้วย ดังตัวอย่างของ 7dream ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการมีร้านค้าทางกายภาพ
และการทำธุรกิจออนไลน์ ร่วมกัน
ธุรกิจที่หารายได้จากโฆษณา
ในช่วงหลังธุรกิจ E-Commerce ที่หวังหารายได้จากการโฆษณาซบเซาลงไปมาก
เนื่องจากการเข้าสู่ตลาดดังกล่าวทำได้ง่าย
ทำให้จำนวนพื้นที่โฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งมีผลทำให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง และมีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการแทบทุกราย
นอกจากนี้ การจัดทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาดึงดูดให้ผู้ใช้เข้ามาใช้ต้องอาศัยการลงทุนสูง
และจำเป็นต้องทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์ผ่าน สื่อต่างๆมาก
ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงได้แก่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจในแนวเดียวกัน
ในขณะที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ตัวอย่างของธุรกิจที่หารายได้จากค่าโฆษณาที่ยังคงสามารถทำกำไรได้
คือ Yahoo! ซึ่งเป็นเว็บท่า (Portal Site) ที่มีชื่อเสียงมานานและมี
ต้นทุนในการสร้างเนื้อหาน้อย เนื่องจากใช้วิธีการเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาของผู้อื่น
นอกจากนี้ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ GreaterGood
ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่หารายได้จากการแนะนำลูกค้าให้แก่เว็บไซต์อื่นๆ
ซึ่งคล้ายกับการหารายได้จากค่าโฆษณา
บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
ตัวอย่างของบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
(E-Government) ใ นกรณีศึกษา ไ ด้แก่ MERX (การให้ข้อมูลการประกวดราคาของโครงการรัฐ), Buyers.Gov (การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ) และ eCitizen (การให้บริการของรัฐแก่ประชาชน)
บริการในกลุ่มนี้มักมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและธุรกิจในการติดต่อกับภาครัฐ
(eCitizen) เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน (MERX) เพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของภาครัฐ
(Buyers.Gov) เป็นต้น
ปัจจัยในความสำเร็จของบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์คือการศึกษาความต้องการของประชาชนหรือผู้ใช้บริการ
แล้วออกแบบระบบให้มีความสอดคล้องกับความต้องการนั้น นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งต่อความสำเร็จของบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์คือ
การกำหนด มาตรฐานของข้อมูลและโปรแกรมประยุกต์ของบริการต่างๆ
ที่ต้องทำงานร่วมกันให้มีความสอดคล้องกันเช่น ใ นกรณีของ eCitizen ซึ่งสามารถ
ทำให้เกิดบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (Single Stop
Service)
ธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์
ธุรกิจในกลุ่มนี้มีรูปแบบการหารายได้ทั้งในแบบ
B2C ซึ่งหารายได้จากการจำหน่ายสินค้าส่วนเกินของบริษัทโดยไม่เกิดความขัดแย้งกับช่องทางเดิม
นอกจากนี้ตลาดประมูลออนไลน์ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถหาราคาที่เหมาะสมของสินค้า
ตัวอย่างของธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์ แบบ B2C ใ
นกรณีศึกษาได้แก่ Egghead (สินค้าอิเล็กทรอนิกส์)และ
Priceline (สินค้าท่องเที่ยว) เป็นต้น
รูปแบบธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์อีกประเภทหนึ่งคือแบบ C2C ธุรกิจในกลุ่มนี้จะหารายได้จากค่านายหน้าในการให้บริการตลาดประมูลซึ่งช่วยจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างของธุรกิจตลาดประมูลดังกล่าวนี้คือ Ebay ซึ่งเป็นตลาดประมูลออนไลน์ที่มีชื่อเสียง
และมีผลประกอบการที่ได้กำไรตั้งแต่ปี 1996
ปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจประมูลแบบ B2C คือความสามารถในการหาสินค้าที่มีคุณภาพดีแต่มีต้นทุนต่ำมาประมูลขาย
ซึ่งจำเป็น ต้องอาศัยการมีพันธมิตรรายใหญ่ที่มีสินค้าเหลือจำนวนมาก ส่วนปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจประมูลแบบ
C2C คือความสามารถในการสร้างความภักดีของลูกค้าและป้องกันการฉ้อโกงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ธุรกิจตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์
ตัวอย่างของธุรกิจตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์
(E-Marketplace) ใ นกรณีศึกษาได้แก่ PaperExchange (กระดาษ),FoodMarketExchange
(อาหาร), DoubleClick (แบนเนอร์ในอินเทอร์เน็ต), Half.com (สินค้าใช้แล้ว), และTranslogistica (ขนส่งทางบก)
ธุรกิจในกลุ่มนี้จะหารายได้จากค่านายหน้าในการให้บริการตลาดกลางซึ่งช่วยจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน
ใ นช่วงแรกธุรกิจตลาดกลางมักดำเนินการโดยผู้บริหารตลาดที่เป็นอิสระจากผู้ซื้อหรือผู้ขาย
(Independent Market Maker) อย่างไรก็ตามต่อมาพบว่า
ผู้บริหารตลาดอิสระมักไม่สามารถชักชวนผู้ซื้อหรือผู้ขายให้เข้าร่วมในตลาดจนมีจำนวนที่มากพอได้
ในช่วงหลังเราจึงเริ่มเห็นผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือกลุ่มของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รวมตัวกันในลักษณะของ
consortium เป็นแกนกลางในการบริหารตลาดกลางเอง โ ดยชักชวนให้ซัพพลายเออร์และลูกค้าของตนเข้าร่วมในตลาด
ปัจจัยในความสำเร็จของตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์คือความสามารถในการดึงดูดผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากให้มาเข้าร่วมในตลาดทำให้ตลาดมีสภาพคล่อง
(liquidity)มากพอ
ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ซื้อ หรือผู้ขายแล้วแต่กรณี
ธุรกิจที่ใช้ E-Commerce ในการเพิ่ม Productivity
รูปแบบในการใช้ E-Commerce ในการเพิ่ม productivity ที่มีประสิทธิผลมากที่สุดมักได้แก่
การบริหารซัพพลายเชน (Supply Chain Management) และการให้บริหารลูกค้าสัมพันธ์
(CustomerRelationship Management) ตัวอย่างของการบริหารซัพพลายเชนในกรณีศึกษาได้แก่
Dell(คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล), Boeing (เครื่องบิน), TESCO (ของชำ), W.W.Grainger
(สินค้า MRO), และGMBuyPower (ยานยนต์)
ระบบบริหารซัพพลายเชนดังกล่าวมักจะช่วยลดต้นทุนในการติดต่อกับซัพพลายเออร์
ลดต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (Inventory) เนื่องจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์จะช่วยให้สามารถคาดการยอดขายได้ดีขึ้น
ตลอดจนลดเวลาในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าส่วนตัว
อย่างของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่นำเสนอในการศึกษาได้แก่ CISCO(อุปกรณ์โทรคมนาคม)Southern Airlines (สายการบิน) Wells Fargo (ธนาคาร), GE Appliance (ศูนย์บริการลูกค้า),DaimlerChrysler (ยานยนต์), The Value
System (เทคโนโลยีสารสนเทศ) และ Cement Thai
Online(อุปกรณ์ก่อสร้าง)
ระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถให้บริการลูกค้าโดยมีต้นทุนที่ลดลงจากการลดพนักงาน
หรือสำนักงานทางกายภาพ ใ นขณะที่สามารถเพิ่มหรือรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้การเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจจากการนำเอาระบบ
E-Commerce มาใช้ในทั้งสองลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจจาก ECommerceจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากธุรกิจไม่มีระบบภายใน
(Back Office) ที่พร้อม ซึ่งถือเป็นปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง
ข้อดีและข้อเสียของ E-Commerce
ข้อดีและข้อเสียของ E-Commerce
ข้อดี
1.สามารถเปิดดำเนินการได้ตลอด
24 ชั่วโมง
2.สามารถดำเนินการค้าขายได้อย่างอิสระทั่วโลก
3.ใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ
4.ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในระหว่างการดำเนินการ
5.ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์
และยังสามารถประชาสัมพันธ์ในครั้งเดียวแต่ไปได้ทั่วโลก
6.สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เนตได้ง่าย
7.ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
8.ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านขายสินค้าจริงๆ
ข้อเสีย
1.ต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบที่มีประสิทธิภาพ
2.ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการอินเทอร์เนตได้
3.ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิต
4.ขาดกฎหมายรองรับในเรื่องการดำเนินการธุรกิจขายสินค้าแบบออนไลน์
5.การดำเนินการทางด้านภาษียังไม่ชัดเจน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น